ชื่อ นามสกุลของคนไทยกับพัฒนาการของสังคมที่เปลี่ยนไป (ตอนที่ 1)

เปิดอ่าน 2,220 views

Advertisement

ที่มาของชื่อคนไทยในอดีต

การเรียกชื่อของคนไทยมีมายาวนาน ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ชาติไทยเริ่มต้นขึ้น ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงในสมัยสุโขทัยเป็นยุคเริ่มต้น เพราะเป็นยุคที่ได้ยอมรับในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเป็นยุคแรก โดยชื่อที่พบในสมัยสุโขทัยนั้น ส่วนมากจะมีพยางค์เดียว เช่น อ้าย ยี่ เป็นต้น ต่อมาจึงมีการพัฒนาตั้งชื่อเป็น 2 พยางค์ในสมัยอยุธยา และสมัยรัตนโกสินทร์เป็นลำดับ โดยชื่อที่ตั้งในยุคนั้น ๆ จะมีความสัมพันธ์กับคตินิยมในยุคนั้น ๆ เป็นชื่อที่เรียกง่าย ๆ ไม่ซับซ้อนอะไรมากมาย

 

Advertisement

 

ที่มาของนามสกุลคนไทย

นามสกุลคนไทยเริ่มมีขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ซึ่งพระองค์ท่านต้องการพัฒนาให้ประเทศไทย และคนไทยมีอารยธรรมทัดเทียมเท่าต่างประเทศ และเพื่อให้รู้ที่มาที่ไปว่าใครเป็นใคร จากปัญหาชื่อซ้ำที่อาจก่อให้เกิดการสับสน โดยนามสกุลแรกที่ตั้งขึ้น คือนามสกุล “สุขุม”

และเมื่อมีการตั้งนามสกุลขึ้นอย่างเป็นทางการ มีครอบครัวที่ได้รับพระราชทานนามสกุลถึง 6,432 นามสกุล ผู้ที่ไม่ได้รับพระราชทานจึงต้องตั้งนามสกุลขึ้นมาเพื่อใช้ในตระกูลของตัวเอง โดยยึดหลักดังต่อไปนี้

 

  • ตั้งตามสถานที่อยู่อาศัย เช่น ชื่อตำบล ชื่อเมือง เป็นต้น
  • ตั้งตามอาชีพขณะนั้น ๆ เช่น
    • ทหารอากาศ = อากาศ , นภา
    • ทหารบก = โยธิน
    • ทหารเรือ = นาวิน, โยธิน
    • ชาวสวน = ผล, ผลิน
    • พ่อค้า = วณิช, วานิช, เวส
    • แพทย์ = ไวทยะ, เวท, แพทย์
    • โหรหลวง = โชติ
    • นักดนตรี = วาทิน
  • ตั้งตามชื่อของบรรพบุรุษ โดยนำชื่อปู่ย่าตายาย มารวมกัน
  • ตั้งตามราชทินนามขณะรับราชการ เช่น หลวงวิจิตรภักดี ตั้งนามสกุล วิจิตรภักดี เป็นต้น
  • หากเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน จะแปลจากแซ่เดิมของตน หรือเลือกใช้คำความหมายดี ๆ เช่น รุ่ง เรือง
  • หากเป็นเชื้อพระวงศ์ ต้องใช้นามสกุลพระราชทาน ถ้ามีลูก หลาน เหลน ใช้ต่อ จะใช้เฉย ๆ ไม่ได้ ต้องมี ณ อยุธยา ต่อท้ายเพื่อแสดงถึงต้นตระกูล

 

Advertisement

 

พัฒนาการของชื่อ และนามสกุลคนไทยในระบอบประชาธิปไตยตอนต้น

ชื่อที่พบในยุคสมัยนี้ จะเริ่มมีจำนวนคำที่ 2-3 พยางค์ ลักษณะของการตั้งชื่อสะท้อนคตินิยมในยุคนั้นได้ดี โดยการใช้คำที่แสดงถึงอำนาจ ความรุ่งโรจน์ ชัยชนะ เช่น เฉลิมพล ภมร ยงยุทธ เป็นต้น หรือชื่อที่แสดงถึงความฉลาด ปราดเปรื่อง การศึกษา ซึ่งไม่เคยปรากฏในสมัยอื่นมาก่อน เช่น ปรีชา ปราชญ์ สุนทร เป็นต้น

 

โดยในสมัยประชาธิปไตยตอนต้นนั้น มีกฎหมายเกี่ยวกับชื่อระบุว่า ชื่อที่ตั้งจะต้องไม่เกิน 3 พยางค์ขึ้นไป แต่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสมัยรัฐนิยม หรือสมัยสร้างชาตินิยมในยุคของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยชื่อที่ตั้งนั้น ต้องบ่งบอกความเป็นเพศหญิงหรือเพศชายอย่างชัดเจน เช่น เจียด หรือ แจ่ม ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป็นเพศไหน จึงต้องเปลี่ยนให้ชัดเจน เช่น หากเป็นชาย ต้องเปลี่ยนเป็น จอม หรือ เจนภพ เจนกิจไปเลย แต่ถ้าหากเป็นหญิง ต้องเป็นลำเจียก กรรเจียก แจ่มจิต เป็นต้น หากไม่เปลี่ยนชื่อตามรัฐนิยม จะทำให้ไม่สามารถรับราชการ หรือติดต่อกับราชการได้โดยสะดวก

 

 

Advertisement

Advertisement

แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่อง : ชื่อ นามสกุลของคนไทยกับพัฒนาการของสังคมที่เปลี่ยนไป (ตอนที่ 1)